หน้าแรก » บทความ » วิกฤตการณ์เรือบรรทุกน้ำมันโลก หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

วิกฤตการณ์เรือบรรทุกน้ำมันโลก หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่


โดย โค้ชกุ้ง

อัพเดทเมื่อ 18 มกราคม 2025

ตรวจสอบความถูกต้องโดย Elite Group Academy

ตลาดการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ หลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2025 ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันกว่า 65 ลำต้องหยุดปฏิบัติการกลางทะเล สร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั่วโลก

มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่คืออะไร?

มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่คืออะไร?

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2025 โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียโดยตรง มาตรการดังกล่าวครอบคลุมบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Gazprom Neft ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย รวมถึง Surgutneftegaz บริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานของรัสเซีย

นอกจากการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันแล้ว มาตรการนี้ยังครอบคลุมไปถึงเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติรัสเซียจำนวนมากถึง 183 ลำ ซึ่งถือเป็นการคว่ำบาตรที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเรือเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการขนส่งน้ำมันจากรัสเซียไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการกดดันเศรษฐกิจรัสเซียผ่านภาคพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ การคว่ำบาตรที่ครอบคลุมทั้งบริษัทผู้ผลิตและระบบขนส่งนี้ มีเป้าหมายเพื่อจำกัดความสามารถของรัสเซียในการส่งออกน้ำมันและสร้างรายได้จากการขายน้ำมันในตลาดโลก

ผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

การหยุดชะงักของเรือบรรทุกน้ำมัน: เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 65 ลำต้องทอดสมอหยุดนิ่งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในบริเวณ:

  • นอกชายฝั่งประเทศจีน
  • น่านน้ำสิงคโปร์
  • น่านน้ำรัสเซีย
  • น่านน้ำอิหร่าน
  • บริเวณคลองสุเอซ

ผลกระทบต่อตลาดการขนส่ง

  • กองเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 10% ของโลกได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตร
  • รายได้เฉลี่ยต่อวันของเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (Supertanker) เพิ่มขึ้นกว่า 10%
  • อัตราค่าระวางเรือพุ่งสูงถึง 26,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน

แนวโน้มและการคาดการณ์: ตามการวิเคราะห์ของ Kpler คาดว่าสถานการณ์จะส่งผลให้:

  • เกิดความต้องการเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ถูกคว่ำบาตรเพิ่มสูงขึ้น
  • ผู้ส่งออกรายอื่นจะเร่งทดแทนการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย
  • การส่งออกไปยังจีนและอินเดียจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
  • ปัญหาการขาดแคลนเรือบรรทุกน้ำมันจะทวีความรุนแรงขึ้น

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก

การคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซียครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยสำคัญประการแรกคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแย่งชิงเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ถูกคว่ำบาตร ทำให้อัตราค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งต้นทุนส่วนนี้จะถูกผลักภาระไปยังราคาน้ำมันปลายทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ การขาดแคลนเรือบรรทุกน้ำมันที่สามารถปฏิบัติการได้อย่างเสรียังทำให้เกิดปัญหาคอขวดในการขนส่ง ผู้ส่งออกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งให้ยาวขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร ส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งแต่ละเที่ยวเพิ่มขึ้น และกระทบต่อประสิทธิภาพการจัดส่งน้ำมันในภาพรวม

ความล่าช้าในการจัดส่งน้ำมันไปยังประเทศปลายทางก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมัน เพราะเมื่อการขนส่งล่าช้า ประเทศผู้นำเข้าอาจต้องเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นทดแทน ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันมีมาก ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนมากขึ้นในระยะต่อไป

สรุป

วิกฤตการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกและผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการขนส่งทั่วโลกในระยะยาว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก